วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ไทยจ่อเลิกใช้“แบล็คเบอร์รี่”

จ่อเลิกใช้ “บีบี” ในไทย “กทช.”ถาม “ไอซีที” กรณีแบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติ หวั่นผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์



เมื่อ เวลา 16.00 น. วันที่ 18 ส.ค. พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)ว่า กรณีที่องค์กรกำกับกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ระงับการให้บริการ รับส่งข้อความ และการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านเครื่องแบล็คเบอร์รี่ (บีบี) ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.53 โดยครอบคลุมนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจที่เดินทางเข้าประเทศ โดยยูเออี ระบุว่า แบล็คเบอร์รี่ให้บริการเกินขอบเขตกฎหมายของประเทศ จนก่อให้เกิดความกังวลด้านสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูล อัตโนมัติจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ หากมีการทำผิดกฎหมายจะส่งผลให้ทางการยูเออีไม่สามารถเอาผิดได้ ตนจึงนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม

บอร์ด กทช.กล่าวต่อว่า จากการที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดการข้อมูลได้เมื่อต้องการใช้ข้อมูล และมีความกังวลใจว่าข้อมูลที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้งานจะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ ในส่วนของการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 90 วัน (ล็อกไฟล์) ซึ่งต้องสอบถามไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ดูแลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยที่บอร์ด กทช. มีมติให้ทำหนังสือสอบถามให้เร็วที่สุด

“ใน มุมมองของไทยไม่ได้มองว่าบีบีมีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะข้อมูลที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบีบี เป็นเพียงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดใช้บีบีในการติดต่อสื่อสารกัน เหมือนกับประเทศที่ออกมาให้เรียกร้องก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้บีบีในการสื่อสาร ซึ่งไทยมีช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลาย”

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้งานโปรแกรมบีบี ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ซาอุดิอาราเบีย สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น จำกัด หรือริม ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ ตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดา อย่างไรก็ตามช่วงที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศไม่ให้ใช้โปรแกรมแชทของแบล็คเบอร์รี่ “ริม” ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ริมเคารพต่อกฎหมายของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก โดยยืนยันว่าข้อมูลขององค์กรธุรกิจที่รับส่งผ่านระบบแบล็คเบอร์รี่มีความ ปลอดภัยสูง ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้แต่พนักงานของริม เพราะแบล็คเบอร์รี่ใช้โซลูชั่น แบล็คเบอร์รี่ เอนเตอร์ไพรส์ ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเป็นจุดขายของแบล็คเบอร์รี่ในการทำตลาด ภาครัฐและลูกค้าธุรกิจ



Mini Laptop 7

หากคุณเคย เดินเข้าไปในแผนกขายของเล่นภายในห้างสรรพสินค้า คุณน่าจะเคยเห็นของเล่นที่มีลักษณะคล้ายโน้ตบุ๊ค ตัวเครื่องมีหน้าจอและคีย์บอร์ดที่สามารถเปิดขึ้นมาเล่นเกมส์ง่ายๆ ได้ พร้อมสวิทช์เปิดปิด ซึ่งจะว่าไปห่างชั้นกับคอมพิวเตอร์จริงๆ มาก แต่ราคาของมันกลับไม่ถูกอย่างที่คิดทั้งๆ ที่เป็นของเล่นแท้ๆ ล่าสุดมีบริษัทในฮ่องกงเปิดขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในอีเบย์ที่มีราคาเพียง 40 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,300 บาทเท่านั้น




สำหรับ โน้ตบุ๊คที่มีราคา 40 เหรียญฯนี้ ไม่ใช่ของเล่นที่พูดถึงข้างต้น แต่เป็นคอมพิวเตอร์จริงๆ ที่สามารถใช้งานได้ โดยตัวเครื่องทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows CE โพรเซสเซอร์ ARM VIA 300MHz หน่วยความจำ 128KB พร้อมสตอเรจ 2GB หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 800 x 480 พิกเซล แถมยังมีลำโพงคู่อยู่ด้านข้างของหน้าจอให้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ Ethernet และ USB อีก 2 พอร์ต (ของถูกอย่างนี้ยังมีเลย แต่ iPad กลับไม่มีซะงั้น) เชื่อมต่อเน็ตไร้สาย Wi-Fi และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ Sd





ไม่น่า เชื่อว่า คุณสมบัติทั้งหมดนี้จะรวมกันออกมา เพื่อจำหน่ายได้ในราคาแค่ 40 เหรียญฯเท่านั้น ประเด็นคือ มันจะทนทานแค่ไหน และประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อต่างๆ แบตเตอรี่ได้คุณภาพ หรือไม่? ตลอดจนแอพพลิเคชันที่ใช้งานได้จะมีอะไรบ้าง ประเด็นเหล่านี้คงต้องการคำตอบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม มันได้พิสูจน์ว่า โน้ตบุ๊คที่มีราคาแค่ 40 เหรียญฯเป็นไปได้ แต่ทำไม OLPC ทำให้ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญฯ ไม่ได้สักที

กล้องถ่ายรูป 3D "ของเล่น"ราคาถูก

และ แล้วเทคโนโลยีสามมิติ หรือ 3D ก็ได้ลามเข้าไปในตลาดของเล่นอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อหลายสิบปีก่อนมีของเล่นเป็นกล้องสองเลนส์สามารถมองภาพ 2 ภาพพร้อมกันทำให้เห็นเป็นภาพสามมิติได้ Takara Tomy จับกระแสความสนใจในเทคโนโลยีนี้ด้วยการพัฒนาของเล่นเป็นกล้องถ่ายรูป 3D ที่ภาพถ่ายสามารถมองเห็นเป็นสามมิติได้ เมื่อมองผ่านอุปกรณ์พิเศษที่ทำจากกระดาษ



3D Shot Cam เป็นกล้องถ่ายรูปสามมิติสำหรับเด็ก 12 ขวบขึ้นไป โดยหลักการก็คือ กล้องรุ่นนี้จะมาพร้อมกับเลนส์คู่ (FinePix REAL 3D W3 เวอร์ชันของเล่น) สามารถถ่ายภาพออกมาได้พร้อมกัน 2 มุมมอง หลังจากนั้นพิมพ์ภาพถ่ายออกมา เพื่อนำไปมองผ่านด้วย Viewer (อุปกรณ์ที่ใช้ในการมองภาพ) ภาพที่เห็นก็จะปรากฎเป็นสามมิติ สำหรับ Viewer จะทำจากกระดาษลักษณะคล้ายของเล่นสมัยก่อน คงสงสัยนะว่า ทำไมมันทำจากกระดาษ...ก็มันเป็น"ของเล่น"ไง



สังเกต ว่า ภาพถ่ายที่พิมพ์ออกมาจากกล้อง 3D จะมีสองภาพที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับช่องมองเห็นด้วย Viewer พอดี สำหรับ 3D Shot Cam จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ถ่ายภาพที่ความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล สล็อตใส่การ์ดหน่วยความจำ SD รองรับสูงสุด 8GB ขนาดของกล้องเล็กกะทัดรัด และมีน้ำหนักเบาแค่ 100 กรัมเท่านั้น ในชุดสินค้าจะมีวิวเวอร์ 3D ให้ 2 อัน 3D Shot Cam จะวางตลาดในญี่ปุ่นปลายปีนี้ สนนราคาอยู่ที่ 70 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,200 บาท ทางบริษัทคาดว่าจะขายได้ 50,000 ตัวในญี่ปุ่นภายในหนึ่งปี แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยถึงแผนการว่าจะวางตลาดไปทั่วโลกด้วย หรือไม่?

"รีโมท"ที่กดเปลี่ยนช่องเองได้ทุกๆ นาที?

ขอเริ่มต้นด้วยข่าวเบาๆ ก่อนนะครับ เป็นแก็ดเจ็ต (Gadget) ทำมือที่คุณ ผู้อ่านคงไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมีใครอุตริทำมันขึ้นมา มันก็คือ อุปกรณ์ช่วยเปลียนช่องทีวีให้โดยอัตโนมัติ โดยกลไกการทำงานของเจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้ก็คือ มันจะคอยกดปุ่มรีโมทเปลี่ยนช่องทีวีให้ทุกๆ หนึ่งนาที โดยที่คุณไม่ต้องจิ้มเอง



ไม่ว่าไอเดียข้างต้นจะเกิดขึ้นจากความขี้เกียจ หรือเป็นฟังก์ชันที่เจ้าของทีวีต้องการให้มีในรีโมทมานานแล้ว แต่ก็ไม่ยักจะมีแบรนด์ใดทำมันขึ้นมาสักที โดยเฉพาะเวลาต้องการดูว่า ช่องต่างๆ มีรายการอะไรน่าสนใจบ้าง แต่ขี้เกียจกดไล่ แต่ให้รีโมทช่วยกดให้เอง ว่าแล้วนักประดิษฐ์จาก Instructable ก็เลยตัดสินใจสร้างอุปกรณ์ช่วยกดรีโมทง่ายๆ ขึ้นมาซะเลย

กลไก การทำงานของมันง่ายมาก เริ่มจากทำแท่นวางรีโมทที่ต่อกับวงจรการทำงานด้วยพลาสติกใส (acrylic) จากนั้นนำนาฬิกาแบบเข็ม เอาเฉพาะเข็มนาทีมาอย่างเดียว ติดแม่เหล็กขนาดเล็กไว้ด้านสั้นของเข็มนาที ซึ่งจะต้องอยู่ในระดับเดัยวกับ reed switch สวิทช์ที่จะเชื่อมต่อการทำงานเมื่อแม่เหล็กพาดผ่าน เมื่อครบหนึ่งที สวิทช์จะทำงานประมาณเสี้ยววินาที เพื่อส่งกำลังไฟฟ้าจากชุดแบตเตอรี่ไปให้มอเตอร์เซอร์โวที่ต่อกับแขนกลที่ใช้ กดลงไปบนตำแหน่งของปุ่มเปลี่ยนช่องบนรีโมท ก่อนที่จะถูกดึงกลับด้วยสปริง เล่าให้ฟังอาจจะไม่เห็นภาพการทำงานชัดเจน ลองดูระบบสาธิตการทำงานของมันจากคลิปที่นำมาฝากกันดีกว่าครับ


แปลง iPhone 4 เป็น"กล้องจุลทรรศน์"

"แปลง iPhone 4 เป็น"กล้องจุลทรรศน์"
กองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ได้นำเสนอการดัดแปลง iPhone ในรูปแบบต่างๆ ไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะล่าสุดที่นำเสนอการ mod ไอโฟนของคุณให้กลายเป็น "กล้องโทรทรรศน์" สามารถถ่ายภาพระยะไกลอย่างดวงจันทร์ได้อย่างสวยงาม มาวันนี้ เรามาใช้ iPhone ส่องสิ่งของเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัว (แทนของใหญ่ๆ ที่อยู่นอกโลก) กันบ้างดีกว่าด้วยชุดคิทราคาถูกที่สามารถเปลี่ยน iPhone ของคุณให้กลายเป็น "กล้องจุลทรรศน์" ได้มาฝากกันครับ



ด้วยชุดคิทกล้องจุลทรรศน์ขยายได้ 45 เท่าพร้อมหลอดไฟส่องสว่างที่มีราคาเพียง 5 เหรียญฯ (ประมาณ 165 บาท) กับซองแข็งราคา 15 เหรียญฯ (ประมาณ 500 บาท) สำหรับ iPhone 4 คุณก็สามารถเปลี่ยน iPhone ของคุณให้กลายเป็นกล้องจุลทรรศน์สำหรับให้เด็กๆ ได้ส่องดูสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวพวกเขา (เหมาะมากสำหรับคุณครูที่สอนวิทยาศาสตร์ระดับประถม)



สำหรับขั้นตอนการดัดแปลง เพียงแค่ติดเลนส์ 45x เข้ากับตำแหน่งเลนส์กล้องบนซองแข็ง เมื่อใส่ iPhone 4 เข้าไปในซองที่ mod แล้ว ตำแหน่งของเลนส์บนเครื่องจะตรงกับเลนส์ขยายพอดิบพอดี ซึ่งเลนส์ขยายที่ว่านี้จะมาพร้อมกับหลอดไฟ LED ขนาดเล็ก เพื่อให้มีแสงตกกระทบวัตถุ และสะท้อนเข้าไปในเลนส์พอดีอีกด้วย เมื่อเปิดกล้องของ iPhone 4 ให้ทำงาน ภาพขยายขนาด 45 เท่าของวัตถุ สิ่งของเล็กๆ ก็จะปรากฎขึ้นบนจอ Retina Display ของ iPhone 4 พอดีบพอดี ช่างเป็นไอเดียปรับแต่งอุปกรณ์ที่ทำง่ายในราคาแสนถูก แถมยังให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอย่างนี้ ไม่นำมาฝากคุณผู้อ่านที่น่ารักของ เว็บไซต์ arip ได้อย่างไร จริงไหม?




เทคโนโลยี Smart Card


เมื่อเอ่ยถึงสมาร์ทการ์ด (Smart card) หลายคนคงรู้สึกงงว่ามันคืออะไรกันแน่ แ
ต่ถ้าบอกว่ารู้จักบัตรเอทีเอ็ม คราวนี้คงพอเข้าใจได้ แต่ถ้าลองนึกย้อนหลังไปสักสิบปี บัตรเอทีเอ็มก็ยังเป็นของใหม่มาก ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงเรื่องราวของสมาร์ทการ์ด ว่ามันเป็นอะไร มีประโยชน์อย่างไร กล่าวว่ามันเป็นบัตรอเนกประสงค์สำหรับวันนี้และอนาคต


Smart Card
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ
1. Smart Card แบบมีการสัมผัส (Contact smart cards) ซึ่งการใช้งานจำเป็นต้องมีการสอดใส่เข้าไปในเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด (smart card reader)

2. Smart Card แบบไม่มีการสัมผัส (Contactless smart cards) ซึ่งการใช้งานต้องการเพียงให้วางอยู่ใกล้ ๆ กับสายอากาศ


Smart Card แบบมีการสัมผัสป็นบัตรที่มีการผนึกชิพทองขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว เอาไว้ที่ด้านหน้าบัตร แทนการใช้แถบแม่เหล็ก (Magnetic stripe) ที่เคยพบเห็นใช้กันมากที่สุดในบัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็ม เมื่อผู้ใช้สอดใส่บัตรเข้าไปในเครื่องอ่านบัตร Smart Card แล้ว มันจะคอนเน็กเตอร์ทางไฟฟ้า ซึ่งจะทำการส่งถ่ายข้อมูลเข้าและออกจากชิพ
Smart Card แบบไม่มีการสัมผัส เป็นบัตรที่มองดูรูปร่างภายนอกแล้วคล้ายกับบัตรเครดิตพลาสติกแบบหนึ่ง ที่ภายในมีการผนึกชิพคอมพิวเตอร์และขดลวดสายอากาศไว้ภายใน ซึ่งใช้ในการติดต่อกับเครื่องรับส่งที่อยู่ในระยะไกล โดยทั่ว ๆ ไปเรามักใช้บัตรแบบนี้เมื่อต้องมีการดำเนินการทางด้านรายการ (Transactions) อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นที่ใช้กับการจัดเก็บเงินค่าผ่านทางด่วน
นอกจากบัตร Smart Card ทั้ง 2 แบบดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันยังมีการผลิต Smart Card แบบผสมหรือที่เรียกว่า คอมบิการ์ด (Combi Card) ออกมาใช้งานอีกด้วย โดยบัตรแบบนี้เป็นบัตรใบเดียวแต่ทำหน้าที่เป็นทั้งสมาร์ทการ์ดแบบมีการสัมผัส และสมาร์ทการ์ดแบบไม่มีการสัมผัสเพื่อเพิ่มความสะดวกและประโยชน์ในการใช้งานมากขึ้น

หากพูดถึงความสามารถของ Smart Card แล้ว คงมาจากแผงวงจร
รวม (IC) ที่ฝังอยู่ในบัตรพลาสติก ซึ่งเราสามารถที่จะทำให้มันมีการทำงานทางอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะเดียวกันนี้ ด้วยการฝังวงจรรวม (IC) ที่คล้ายคลังกันนี้ในวัตถุอื่น ๆ ที่ใช้งานกันอยู่ทุกวัน แล้วด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีของบัตรก็คือ สิ่งที่เรียกว่า แท็ก (Tags) โดยแท็กทำหน้าที่เป็นเสมือน Smart Card ที่ไม่มีการสัมผัส แต่อยู่ในรูปของเหรียญ แหวน หรือแม้แต่ป้ายติดกระเป๋า แทนที่จะอยู่ในรูปบัตร โดยทั่ว ๆ ไปมีการนำมันไปติดยึดไว้กับวัตถุ หรือสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถควบคุมหรือป้องกันข้อมูลโดยไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัตถุนั้น ๆ ทำให้สามารถควบคุม และจัดการกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลในลักษณะ manual data handling ด้วยระบบจัดการข้อมูล

นอกจากนี้อีกไม่นานก็จะมีการใช้ไบโอเมทตริค (Biometric) ที่ช่วยให้การตรวจสอบความถูกต้องของบุคคลได้จากมือ ลายนิ้วมือ เยื่อภายในลูกตา หรือเสียงพูด และต่อไปในไม่ช้านี้อาจมีทางเป็นไปได้ที่จะตรวจรับรองการใช้ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ใน Smart Card ได้ โดยใช้คำพูดหรือมือสัมผัส

Smart Card มีข้อดีหลายประการที่ควรกล่าวถึง คือ
  1. พิสูจน์แล้วว่ามีความไว้วางใจได้ดีกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็ก

  2. สามารถเก็บสะสมข้อมูลได้มากกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็กเป็นร้อย ๆ เท่า
  3. ลดโอกาสที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวและป้องกันการปลอมแปลงด้วยระบบป้องกันที่ซับซ้อน
  4. สามารถเปลี่ยนมือและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  5. ทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้มากมาย
  6. สามารถนำไปใช้ในงานต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การขนส่ง ธนาคาร และการรักษาสุขภาพ เป็นต้น
  7. สามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาต่าง ๆ ได้ เช่น เครื่องโทรศัพท์และเครื่องคอม
  8. พิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว8.ทำงานด้วยเทคโนโลยีเซมิคอนดัคเตอร์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

    ใน สังคมยุคใหม่ต้องการข้อมูลข่าวสารมากมาย Computer ช่วยให้เราสามารถจัดการกับข่าวสารเหล่านี้ได้Smart Card จะช่วยให้เรามีหนทางใหม่ในการจัดการและควบคุมข่าวสารดังกล่าวได้ด้วยตนเอง การใช้เทคโนโลยีของ Smart Card ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองได้ และยังเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย
อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ


คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญของการทำงานในสำนักงาน
อัตโนมัติอย่างหนึ่งซึ่ง คอมพิวเตอร์นี้จะอำนวยความสะดวกในการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น งานด้านเอกสาร การเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆการติดต่อสื่อสาร และอื่น ๆผ่าน Software ที่ใช้งานร่วมกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์





LanCard เป็น
อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ระหว่างเครื่องคอม พิวเตอร์ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมี LanCardเพื่อให้สา มารถติดต่อกันได้โดยจะใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สายเคเบิลHub/Switching เป็นต้น






Modem เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงสัญญานโทรศัพท์ ให้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิว เตอร์ ได้ Modem นี้จะนำมาใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย หรือ Server ก็ต่อเมื่อระบบต้องการใช้ Internet ในการติดต่อสื่อสาร และหาข้อมูลก็จะนำมาใช้งานร่วมกับSwitchingLanCardสายเคเบิลซึ่งจะทำให้ เครื่องลูกข่ายสามารถใช้งาน Internet ได้เช่นเดียวกับเครื่อง แม่ข่าย หรือ Server



Software เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันมี Software ใหม่ ๆ ที่จะคอยช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของระบบสำนักงานอัตโนมัติ เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows Linux NT เป็นต้นซึ่งจะมี Software ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการของแต่ละชนิดได้เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows จะมีชุด Microsoft Office ที่จะคอยอำนวยความสะดวกในการทำงานด้านต่าง ๆ ของสำนักงาน เป็นต้น




Switching/Hub เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อต่อกันระหว่าง สายเคเบิลที่พ่วงต่อกับLanCard ของเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพื่อรวมกันเป็นชุดเพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน ขนาดของ Switching/Hub มีหลากหลายขนาดด้วยกันแล้วแต่ว่าจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในระบบมาก น้อยเพียงได และต้องการใช้ความเร็วในการประมวลผลของระบบเท่าไร ก็สามารถกำหนดตามความต้องการได้สายโคแอกเชียล สายคู่ตีเกลียวไม่มีหุ้มฉนวน สายคู่ตีเกลียวหุ้มฉนวนสายเคเบิลเป็นสื่อส่งข้อมูลที่นิยมใช้กันมากใน ปัจจุบัน ลักษณะทั่วไปเป็นสายทองแดง อาจมีหรือไม่มีฉนวนหุ้ม ขึ้นอยู่กับชนิดของสายเคเบิล สายเคเบิลที่นิยมใช้กันมีอยู่ 3 ประเภท